คลังเก็บป้ายกำกับ: เศรษฐกิจ การเมือง และนักแสดงตลก

Reykjavik ความสุขไม่มีวันหยุด

Published / by admin

                    ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไอซ์แลนด์ (Iceland) ประเทศเล็กๆ ท่ามกลางภูมิประเทศสวยงามที่มีประชากรเพียง 300,000 คนแห่งนี้ จะได้รับการครองตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่สงบสุขที่สุดของโลกมาตลอด แต่เรื่องเหลือเชื่อก็คือ เมื่อเกิดวิกฤติการเงินยุโรปในปี 2008 ซึ่งทำให้ระบบการเงินการธนาคารของไอซ์แลนด์พังทลาย งานวิจัยกลับพบว่าระดับความสุขของผู้คนในประเทศกลับแทบไม่ได้ลดลงเลย ยิ่งไปกว่านั้น คือความเชื่อมั่นในการเมืองและจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงของชาวเมืองกลับฟื้นคืนมาได้ ด้วยการก้าวเข้ามาสู่แวดวงการเมืองของนักแสดงตลกที่ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเรคยาวิก (Reykjavik) เมืองหลวงซึ่งมีประชากรถึงหนึ่งในสามของประเทศอาศัยอยู่

Reykjavik2.jpg
© flickr.com/photos/alessandrogrussu

                                           เศรษฐกิจ การเมือง และนักแสดงตลก
เมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปในปี 2008 ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักและฉับพลันที่สุด เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเล็ก ประกอบกับในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไอซ์แลนด์ได้มีการขายสัมปทานการธนาคารแก่เอกชน แต่ด้วยวินัยทางการคลังที่หละหลวม ธนาคารหลัก 3 แห่งของไอซ์แลนด์ใช้นโยบายเสนอดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าธนาคารอื่นเพื่อดึงดูดเงินทุนเข้ามาชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้เกิดเป็นภาระหนี้สินสะสมรวมกันสูงถึง 12 เท่าของจีดีพี  หรือ 6.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก) ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ คอปธิง (Kaupthing) แลนด์สแบงกี (Landsbanki) และกลิทนีร์ (Glitnir) จึงตกอยู่ในสภาพล้มละลายและถูกรัฐบาลไอซ์แลนด์เข้ายึดกิจการในเดือนตุลาคม 2008

การล่มสลายของระบบธนาคาร ส่งผลกระทบโดยตรงถึงบัญชีเงินฝากและเงินบำนาญของชาวไอซ์แลนด์ อัตราการว่างงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น 8 เท่า หนุ่มสาวไอซ์แลนด์ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น และได้รับสวัสดิการสังคมน้อยลง รายงานที่เปิดเผยถึงความละโมบและประมาทเลินเล่อของนักธนาคาร รวมถึงการเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องของนักการเมืองทำให้ชาวไอซ์แลนด์ไม่พอใจอย่างมาก ประชาชนออกมาประท้วงบนท้องถนนและปิดล้อมรัฐสภาจนเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนในช่วงต้นปี 2009 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแห่งนี้

Reykjavik3.jpg
© Wikipedia.org

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาคุกรุ่น ไอซ์แลนด์เองต้องทนพิษหลังจากเกิดวิกฤติเป็นเวลาหลายปี ในระหว่างนั้น ชื่อของบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งในฐานะผู้จุดประกายความหวังใหม่ให้แก่เรคยาวิก เมืองหลวงแห่งไอซ์แลนด์คือ “ยอน นาร์ (Jon Gnarr)” นักแสดงตลกชื่อดังที่ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองในชื่อ “พรรคที่ดีที่สุด” หรือ “Best Party” (โดยปกติแล้วชาวไอซ์แลนด์จะไม่พูดว่าอะไร “ดีที่สุด”) เพื่อเสียดสีการทำงานของนักการเมืองที่ทำให้ทั้งประเทศต้องตกที่นั่งลำบาก เขาลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเรคยาวิกในปี 2010 โดยสมาชิกพรรคของเขาส่วนใหญ่เป็นเพื่อนศิลปินและสถาปนิกที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมาก่อน

การหาเสียงของ Best Party สร้างความขบขันด้วยการล้อเลียนเสียดสีความจริงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง วิดีโอหาเสียงของพวกเขาซึ่งอัพโหลดขึ้นยูทูบ เรียกความสนใจจากสาธารณชนหลายแสนคนด้วยการสอดแทรกอารมณ์ขันอย่างชาญฉลาด ทำนองเพลง Simply the Best ของทีนา เทอร์เนอร์ (Tina Turner) ศิลปินร็อกแอนด์โรลชื่อดังถูกนำมาเรียบเรียงเนื้อร้องใหม่ เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และอนาคตที่สดใส โดยมีเพื่อนศิลปินและสมาชิกพรรคมาร่วมร้อง ภาพบรรดาศิลปินในห้องอัดเสียงตัดสลับกับภาพของยอน นาร์ ที่ล้อเลียนอากัปกิริยาต่างๆ ของนักการเมืองระหว่างเดินทางพบปะประชาชน ท่าทางการปราศัยของเขาที่แลดูขึงขังจนดูเหมือนจริงจังเกินเหตุในบางช่วง การวาดมือไม้อย่างรุนแรง ลูกโป่งสีชมพู และการกอดจูบเด็กๆ คือมุกตลกเสียดสีที่โดนใจชาวไอซ์แลนด์อย่างจัง

นโยบายหาเสียงที่ยอนป่าวประกาศอย่างขึงขังในตอนท้ายของวิดีโอ เช่น การนำหมีขั้วโลกเข้ามาไว้ในสวนสัตว์ สร้างดิสนีย์แลนด์บริเวณสนามบิน หรือบริการผ้าเช็ดตัวฟรีในสระว่ายน้ำสาธารณะในเรคยาวิก แม้จะฟังดูแปลกประหลาดสำหรับคนนอก แต่แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เป็นการอ้างถึงปัญหาสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมอย่างมีที่มาที่ไป เช่น กฎหมายไอซ์แลนด์ที่เพิ่งจะอนุญาตให้สามารถยิงหมีขั้วโลกที่อพยพหนีน้ำแข็งละลายมาขึ้นฝั่งในเขตที่พักอาศัยได้ ขณะที่นโยบายผ้าเช็ดตัวฟรีก็มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวยุโรปให้เข้ามาแช่น้ำร้อนในสระว่ายน้ำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไอซ์แลนด์มากขึ้น โดยอ้างถึงกฎระเบียบที่คลุมเครือของสหภาพยุโรปที่กำหนดว่า การที่สระว่ายน้ำจะได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม “สปา” ได้ ก็ต่อเมื่อมีผ้าเช็ดตัวให้บริการฟรีเท่านั้น ฯลฯ แต่ไม่ว่านโยบายที่เขาพูดถึงจะได้ทำจริงหรือเป็นเพียงมุกตลก ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เพราะในช่วงท้ายของการหาเสียง ยอน นาร์ยังได้ให้คำสัญญาสุดท้ายไว้กับชาวเมืองเรคยาวิก เป็นคำสัญญาที่ทั้งจริงใจและเจ็บแสบในเวลาเดียวกัน นั่นคือ “สัญญาว่าจะไม่ทำตามสัญญา”

Reykjavik4.jpg
© facebook.com/bestiflokkurinn

                                                              ล้อเล่นจนได้เรื่อง
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่ายคือ Best Party คว้าชัยชนะจากการเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 34.7 เปอร์เซ็นต์ นำหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาไปอย่างฉิวเฉียดที่ 33.6 เปอร์เซ็นต์  Best Party มีที่นั่งในสภาเทศบาลเมืองเรคยาวิก 6 จากทั้งหมด 15 ที่นั่ง ไม่กี่วันต่อมา ยอน นาร์ ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองเรคยาวิก จึงได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคสังคมนิยม Social Democrats เพื่อเริ่มต้นบริหารเมือง ศาสตราจารย์กุนนาร์ เฮนกิ คริสตินส์สัน (Gunnar Helgi Kristinsson) ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์เห็นว่า เหตุผลหนึ่งที่ ยอน นาร์ ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนั้น ก็เพราะว่าหลังจากการพังทลายของเศรษฐกิจ ประชาชนต่างก็รู้สึกเบื่อหน่ายและสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง และแม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักพื้นเพด้านการเมืองของยอนเลย แต่สำหรับประชาชนจำนวนมาก นี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าลองเสี่ยง

และแล้วยอนก็ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้หลายนโยบายที่เคยเสนอไว้ถูกตัดออก แน่นอนว่าชาวเรคยาวิกหลายคนรู้สึกไม่พอใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับความจริง “ผมต้องขึ้นราคาทุกอย่างที่จะขึ้นได้ ค่าบริการต่างๆ ไม่มีผ้าเช็ดตัวฟรี จริงๆ คือเราขึ้นค่าบริการเป็น 2 เท่าด้วยซ้ำ” ยอนเล่าย้อนถึงช่วงเวลาระหว่างดำรงตำแหน่งของเขา จำนวนนักเรียนที่ลดลงทำให้ต้องตัดสินใจควบรวมกิจการโรงเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่าย เจ้าหน้าที่ภาครัฐจำนวนมากต้องถูกเลิกจ้าง “มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่ทุกคนก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ”

แต่หากจะมีเหตุผลใดที่ชาวเรคยาวิกรู้สึกชื่นชมยอน นาร์ เหตุผลนั้นก็คงจะเป็นความตรงไปตรงมาและจริงใจของเขา ในเดือนธันวาคม 2010 เขารายงานงบประมาณของเทศบาลเมืองด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม พร้อมกับแสดงความขอโทษที่จำเป็นต้องตัดงบประมาณของเมืองลงอีกต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การปราศัยของเขาก็ยังเปี่ยมด้วยความหวังและการให้กำลังใจ “Best Party เป็นพรรคแบบไหน ผมเองก็ไม่รู้จริงๆ พวกเราไม่ใช่พรรคการเมืองที่สมบูรณ์ พวกเราเป็นเหมือนองค์กรที่ช่วยเหลือตนเอง (Self-help Organization) มากกว่า เราพยายามที่จะทำแต่ละวันให้ดี และจะไม่ทำเกินขอบเขตของเรา…เราจะไม่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราจะทำสิ่งที่เราต้องทำ…เรามีประเทศที่ยอดเยี่ยมและยังมีโอกาสมากมายที่รออยู่ข้างหน้า เรายังมีกันและกัน เรายังหัวเราะและเล่นมุกตลกด้วยกันได้ ทุกอย่างเรียบร้อยดี และทุกคนจะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยกัน”

Reykjavik5.jpg
© flickr.com/photos/arripay

                                                                      เมืองเล็กๆ สุขล้นๆ
แม้จะได้รับผล กระทบจากวิกฤติการเงินอย่างจัง แต่ไอซ์แลนด์กลับหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น ปัจจุบันไอซ์แลนด์ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่ที่สุดของโลก เนื่องจากมีอัตราการจ้างงานสูง รายได้ดี และมีความมั่นคงในการทำงาน นอกจากนี้ประชากรยังได้รับการศึกษา ระบบสุขภาพ และความพึงพอใจในชีวิตสูง โดยนิตยสารฟอร์บส์วิเคราะห์ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจและสังคม ไอซ์แลนด์ฟื้นฟูและกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ในยุโรป คือความเข้มงวดในการลงโทษนายธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจ แทนที่จะปล่อยให้หนีไปอย่างลอยนวลโดยไม่ต้องรับผิดชอบเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ เช่นสหรัฐฯ ที่ให้ประกันตัวนายธนาคาร

มากไปกว่านั้น การมีเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง มีความผูกพันแน่นแฟ้น และพร้อมจะช่วยเหลือกันเสมอ ยังทำให้ระดับความสุขของพวกเขาแทบไม่ลดลงเลย เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติ ผลการสำรวจของ Gallup World Poll ในปี 2013 – 2015 พบว่าไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีผู้ตอบแบบสำรวจว่าตนเองมีคนที่พึ่งพาและไว้วางใจได้ในยามทุกข์ยากสูงที่สุด คือ 95 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ อยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น “แม้ว่าชาวไอซ์แลนด์จำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณอาศัยในประเทศที่อยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ ก็คือ คุณมีทุกคนที่คุณรู้จักอยู่ใกล้ๆ ใครที่ตกงานหรือต้องเจอกับโชคร้ายจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว โอกาสที่จะรู้สึกว่าเหินห่างจากสังคมก็จะต่ำกว่าเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ” คาร์ล บลอนดอล (Karl Blondal) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชาวไอซ์แลนด์อธิบาย นอกจากนี้ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ไอซ์แลนด์ยังเป็นประเทศที่ระดับความสุขของคนในชาติใกล้เคียงกัน (Equality of Happiness) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนเรามีความสุขมากกว่าการอยู่ในสังคมที่มี ความเหลื่อมล้ำสูง เช่นในแถบตะวันออกกลางและละตินอเมริกาอีกด้วย

Reykjavik6.jpg
© flickr.com/photos/8058853@N06

                                                                ตลกได้ จริงจังเป็น  
ผลงานสำคัญของสภาเมืองในยุคของยอน นาร์ คือการกอบกู้บริษัทพลังงาน Reykjavík Energy ซึ่งเมืองเรคยาวิกถือหุ้นในบริษัทอยู่ถึง 94 เปอร์เซ็นต์ สถานะทางเงินของบริษัทขณะนั้นอยู่ในจุดที่ย่ำแย่ ทั้งๆ ที่ไอซ์แลนด์มีทรัพยากรพลังงานล้นเหลือและมีความต้องการในตลาดพลังงานมาก แต่เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างขยายกิจการและมีการกู้ยืมเงินจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หนี้ก้อนใหญ่จึงสูงขึ้นเกือบเท่าตัวภายในเวลาข้ามคืน  โดย Reykjavík Energy มีหนี้สินสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นเกือบสี่เท่าของงบประมาณรายปีของเมือง นอกจากนี้ หนี้จำนวน 1.7 พันล้านยังอยู่ในรูปของเงินกู้เงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเพราะในขณะนั้น เงินโครนาอยู่ในภาวะผันผวนขึ้นลงตลอดเวลา

สภาเมืองพยายามกอบกู้สถานการณ์โดยให้เงินกู้จำนวน 114 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมอบหมายให้ฮารัลเดอร์ โฟลซี ทริกก์วาสัน (Haraldur Flosi Tryggvason) หนึ่งในคณะกรรมการไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ของ Reykjavík Energy ที่มีพื้นฐานด้านธุรกิจ เข้ามาเป็นผู้บริหารของคณะทำงาน “เราพยายามจะเลือกคนทำงานตามประสบการณ์และความรู้ความสามารถ มากกว่าเรื่องของพวกพ้องทางการเมือง” ยอนให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Reykjavik Grapevine พวกเขาปลดพนักงานออกมากกว่า 60 อัตราในเดือนตุลาคม 2010 และขึ้นราคาไฟฟ้าและพลังงานความร้อนถึง 27 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงสามเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าถ้าหากไม่ใช่สภาเมืองในยุคของคนนอกวงการอย่างยอน นาร์ จะมีใครยอมเสี่ยงทำในสิ่งที่อาจได้รับความนิยมจากประชาชนน้อยลงเช่นนี้หรือไม่ “นักการเมืองส่วนใหญ่มีหลายอย่างที่อาจจะต้องเสียไปจากการตัดสินใจบางอย่าง แต่ผมไม่แคร์ ผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องได้รับเลือกอีกในสมัยหน้า” เขากล่าว

Reykjavik7.jpg
                                                            © flickr.com/photos/8058853@N06           /        © flickr.com/photos/maitreyoda

ศาสตราจารย์กุนนาร์ เฮนกิ คริสตินส์สัน วิเคราะห์ว่า ในฐานะนายกเทศมนตรีมือใหม่ การที่ยอนไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการทำงานรายวันของเทศบาลเมืองมากนักนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญก็จะมีพื้นที่ในการทำงาน ในขณะที่เขาให้ความสนใจในเรื่องที่เขาเรียกว่า ‘ปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern Issues)’ เช่น เส้นทางจักรยาน พื้นที่สาธารณะ และการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับโอกาสในสังคมมากเป็นพิเศษ โดยหนึ่งในภาพการทำงานของเขาที่ติดตรึงใจคนส่วนใหญ่มากที่สุด คือการที่เขามาปรากฏตัวในขบวนพาเหรดของกลุ่มคนรักร่วมเพศ (Pride Parade) ในปี 2010 ในชุดกระโปรง พร้อมกับเล่นมุกว่า “วันนี้ยอนคงจะมาร่วมงานตามที่สัญญาวันนี้ไว้ไม่ได้ นี่แหละคือสิ่งที่พวกเราได้จากการเลือกตัวตลกเข้ามาเป็นนายกฯ”

แน่นอนว่ามีทั้งชาวเรคยาวิกที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยกับการที่อำนาจในการบริหารตกอยู่ในมือของอดีตนักแสดงตลก แต่ Best Party ก็ได้เปิดมุมมองใหม่ให้วงการการเมืองในไอซ์แลนด์อย่างมาก รูปแบบการทำงานที่เปิดรับการร่วมมือจากหลายฝ่ายทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์และยอมรับได้เมื่อสภาเมืองจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยาก มีการริเริ่มโครงการทดลองที่น่าสนใจเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยโดยตรง เช่น การร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Citizens Foundation เพื่อเปิดเว็บไซต์ Better Reykjavik เป็นช่องทางให้ประชาชนเข้ามาเสนอนโยบายและโหวตให้คะแนนเพื่อจัดลำดับความสำคัญว่างบประมาณของเมืองควรจะแบ่งไปใช้ในโครงการใดก่อน “สิ่งสำคัญที่สุดของ Best Party คือการแสดงให้เห็นว่าประชาชนทั่วไปสามารถที่จะควบคุมการเมืองได้โดยที่ไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นตามมา” ยอนกล่าว

หลังครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2013 แม้ว่าผลโพลจะชี้ว่า Best Party จะได้รับชัยชนะอีกครั้งแน่นอนหากลงสมัครเลือกตั้งต่อในสมัยหน้า แต่ยอนประกาศยุบพรรคและเดินออกจากวงการการเมือง แม้จะบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อ “ถ้าผมลงสมัครเลือกตั้งต่ออีกครั้ง ผมก็จะกลายเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ใช่ ผมเป็นนักแสดงตลก เป็นศิลปินมาตลอดชีวิตของผม”

อย่างน้อยๆ ที่สุด นายกเทศมนตรีคนนี้ก็ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า หลายครั้งการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวไปในทางที่ดีขึ้น ไม่เพียงต้องอาศัยความพยายามอย่างจริงจัง แต่ยังต้องเติมความสนุก อารมณ์ขัน และความจริงใจลงไปด้วย