คลังเก็บหมวดหมู่: กีฬา

ประโยชน์แต่ละประเภทของกีฬา

Published / by admin

                    ปัจจุบัน ชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของชาวโลกดีขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศจีนก็เหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเศรษฐกิจพัฒนาอย่างรวดร็ว คุณภาพการใช้ชีวิตของประชาชนจีนก็ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง อาทิ อาหารการกินดีขึ้น กินเนื้อกินหมูมากขึ้น ทำให้อ้วนขึ้น และเกิดอาการ ” 3 สูง “ ความดันสูง ไขมันสูงและน้ำตาลในเลือดสูง ผู้คนส่วนหนึ่ง ผู้คนส่วนหนึ่ง มักจะไปหาหมอเพื่อช่วยแก้ปัญหา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงหาทางออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง แต่กีฬาประเภทไหนจึงจะเป็นกีฬาที่เหมาะสมสำหรับตัวเรา

             เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การกีฬาของเมืองชื่อเฟิงเขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนเผยผลการวิจัยล่าสุด โดยเสนอว่า กีฬา 6 ประเภทเป็นประโยชน์ต่อร่างกายค่อนข้างมาก ซึ่งมิเพียงแต่จะเสริมความสามารถในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ขณะเดียวกันยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นและดูดีขึ้น กีฬา 6 ประเภทนี้ได้แก่

1. กีฬาที่ดีที่สุดในการบำรุงสมอง

10_7.jpg

             การออกกำลังกายเกือบทุกชนิด ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะกีฬาประเภทกระโดด สามารถเร่งความเร็วในการหมุนเวียนของเลือด เพิ่มพลังงานแก่สมอง อีกทั้งมีประโยชน์ต่อปอด ยกความสามารถการนึกคิดและการจินตนาการ

2. กีฬาที่ดีในการชะลอความแก่

11_11.jpg

              วิธีการออกกำลังกายที่สามารถชะลอความแก่อย่างได้ผลดีที่สุดคือการวิ่งทน การทดลองทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ถ้าหากสามารถยืนหยัดวิ่งทนอย่างเหมาะสมตามสภาพร่างกาย จะมีบทบาทส่งเสริมให้ร่างกายหลั่งเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสารที่มีสามารถชะลอความแก่ได้

 

3.กีฬาที่ดีที่สุดในการลดความอ้วน

13_6.jpg

            โดยเสนอให้เล่นกีฬาที่ต้องใช้มือและเท้าประสานกัน อย่างเช่น การเล่นสกีหิมะ ว่ายน้ำ เป็นต้น ถ้าหากคุณยังอยู่ในวัยรุ่นหรือวัยกลางคน ยังสามารถที่จะเลือกกีฬาชกมวยและปีนเขา เป็นต้น ซึ่งจะเผาผลาญไขมันได้อย่างมากโดยเร็ว

4.กีฬาที่ดีที่สุดในการเสริมความสวย

14_9.jpg

            แน่นอน ถ้าหากสามารถยืนหยัดการเล่นกีฬาประเภทแอโรบิค หรือ ยิมนาสติก เสริมความสมดุลและการประสานของร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5.กีฬาที่ที่ดีที่สุดในการป้องกันความดันโลหิต

5_20.jpg

            ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง สามารถเลือกออกกำลังกายประเภทเดินเล่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น เพราะกีฬาประเภทเหล่านี้สามารถที่จะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวซ้ำๆ จึงส่งเสริมให้เส้นเลือดหดตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในสภาพที่เหมาะสม ทั้งยังเห็นว่า อย่าเล่ากีฬาประเภทยกน้ำหนักหรือดึงของหนัก ผลักหรือดันของหนัก เพราะจะทำให้ความดันสูงขึ้น

6.กีฬาที่ดีที่สุดสำหรับสายตาสั้น

16_9.jpg

           การเล่นกีฬาปิงปองจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการเสริมสมรรถนะของลูกตา มีบทบาทฟื้นฟูสายตาสั้นให้ดีขึ้นอย่างได้ผล สาเหตุคือ ขณะเล่นปิงปอง ตาจะถือลูกปิงปองเป็นเป้าหมาย ต้องปรับสายตาให้ขึ้นๆ ลงๆ และ ปรับระยะใกล้และไกลอยู่ตลอด ทำให้กล้ามเนื้อลูกตาต้องสลับกันหดตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดในลูกตา ซึ่งถือเป็นวิธีการการบำรุงรักษาตาที่ดี

           การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพดี การออกกำลังจะช่วยลดน้ำหนัก ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหน ล้วนแต่ให้ประโยชน์กับเราทั้งนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นตั้งอยู่กับความเหมาะสมเพศ วัยและประเภทกีฬากันด้วยนะคะ

Reykjavik ความสุขไม่มีวันหยุด

Published / by admin

                    ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไอซ์แลนด์ (Iceland) ประเทศเล็กๆ ท่ามกลางภูมิประเทศสวยงามที่มีประชากรเพียง 300,000 คนแห่งนี้ จะได้รับการครองตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่สงบสุขที่สุดของโลกมาตลอด แต่เรื่องเหลือเชื่อก็คือ เมื่อเกิดวิกฤติการเงินยุโรปในปี 2008 ซึ่งทำให้ระบบการเงินการธนาคารของไอซ์แลนด์พังทลาย งานวิจัยกลับพบว่าระดับความสุขของผู้คนในประเทศกลับแทบไม่ได้ลดลงเลย ยิ่งไปกว่านั้น คือความเชื่อมั่นในการเมืองและจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงของชาวเมืองกลับฟื้นคืนมาได้ ด้วยการก้าวเข้ามาสู่แวดวงการเมืองของนักแสดงตลกที่ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเรคยาวิก (Reykjavik) เมืองหลวงซึ่งมีประชากรถึงหนึ่งในสามของประเทศอาศัยอยู่

Reykjavik2.jpg
© flickr.com/photos/alessandrogrussu

                                           เศรษฐกิจ การเมือง และนักแสดงตลก
เมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปในปี 2008 ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักและฉับพลันที่สุด เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเล็ก ประกอบกับในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไอซ์แลนด์ได้มีการขายสัมปทานการธนาคารแก่เอกชน แต่ด้วยวินัยทางการคลังที่หละหลวม ธนาคารหลัก 3 แห่งของไอซ์แลนด์ใช้นโยบายเสนอดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าธนาคารอื่นเพื่อดึงดูดเงินทุนเข้ามาชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้เกิดเป็นภาระหนี้สินสะสมรวมกันสูงถึง 12 เท่าของจีดีพี  หรือ 6.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก) ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ คอปธิง (Kaupthing) แลนด์สแบงกี (Landsbanki) และกลิทนีร์ (Glitnir) จึงตกอยู่ในสภาพล้มละลายและถูกรัฐบาลไอซ์แลนด์เข้ายึดกิจการในเดือนตุลาคม 2008

การล่มสลายของระบบธนาคาร ส่งผลกระทบโดยตรงถึงบัญชีเงินฝากและเงินบำนาญของชาวไอซ์แลนด์ อัตราการว่างงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น 8 เท่า หนุ่มสาวไอซ์แลนด์ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น และได้รับสวัสดิการสังคมน้อยลง รายงานที่เปิดเผยถึงความละโมบและประมาทเลินเล่อของนักธนาคาร รวมถึงการเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องของนักการเมืองทำให้ชาวไอซ์แลนด์ไม่พอใจอย่างมาก ประชาชนออกมาประท้วงบนท้องถนนและปิดล้อมรัฐสภาจนเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนในช่วงต้นปี 2009 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกแห่งนี้

Reykjavik3.jpg
© Wikipedia.org

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาคุกรุ่น ไอซ์แลนด์เองต้องทนพิษหลังจากเกิดวิกฤติเป็นเวลาหลายปี ในระหว่างนั้น ชื่อของบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งในฐานะผู้จุดประกายความหวังใหม่ให้แก่เรคยาวิก เมืองหลวงแห่งไอซ์แลนด์คือ “ยอน นาร์ (Jon Gnarr)” นักแสดงตลกชื่อดังที่ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองในชื่อ “พรรคที่ดีที่สุด” หรือ “Best Party” (โดยปกติแล้วชาวไอซ์แลนด์จะไม่พูดว่าอะไร “ดีที่สุด”) เพื่อเสียดสีการทำงานของนักการเมืองที่ทำให้ทั้งประเทศต้องตกที่นั่งลำบาก เขาลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเรคยาวิกในปี 2010 โดยสมาชิกพรรคของเขาส่วนใหญ่เป็นเพื่อนศิลปินและสถาปนิกที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมาก่อน

การหาเสียงของ Best Party สร้างความขบขันด้วยการล้อเลียนเสียดสีความจริงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง วิดีโอหาเสียงของพวกเขาซึ่งอัพโหลดขึ้นยูทูบ เรียกความสนใจจากสาธารณชนหลายแสนคนด้วยการสอดแทรกอารมณ์ขันอย่างชาญฉลาด ทำนองเพลง Simply the Best ของทีนา เทอร์เนอร์ (Tina Turner) ศิลปินร็อกแอนด์โรลชื่อดังถูกนำมาเรียบเรียงเนื้อร้องใหม่ เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และอนาคตที่สดใส โดยมีเพื่อนศิลปินและสมาชิกพรรคมาร่วมร้อง ภาพบรรดาศิลปินในห้องอัดเสียงตัดสลับกับภาพของยอน นาร์ ที่ล้อเลียนอากัปกิริยาต่างๆ ของนักการเมืองระหว่างเดินทางพบปะประชาชน ท่าทางการปราศัยของเขาที่แลดูขึงขังจนดูเหมือนจริงจังเกินเหตุในบางช่วง การวาดมือไม้อย่างรุนแรง ลูกโป่งสีชมพู และการกอดจูบเด็กๆ คือมุกตลกเสียดสีที่โดนใจชาวไอซ์แลนด์อย่างจัง

นโยบายหาเสียงที่ยอนป่าวประกาศอย่างขึงขังในตอนท้ายของวิดีโอ เช่น การนำหมีขั้วโลกเข้ามาไว้ในสวนสัตว์ สร้างดิสนีย์แลนด์บริเวณสนามบิน หรือบริการผ้าเช็ดตัวฟรีในสระว่ายน้ำสาธารณะในเรคยาวิก แม้จะฟังดูแปลกประหลาดสำหรับคนนอก แต่แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เป็นการอ้างถึงปัญหาสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมอย่างมีที่มาที่ไป เช่น กฎหมายไอซ์แลนด์ที่เพิ่งจะอนุญาตให้สามารถยิงหมีขั้วโลกที่อพยพหนีน้ำแข็งละลายมาขึ้นฝั่งในเขตที่พักอาศัยได้ ขณะที่นโยบายผ้าเช็ดตัวฟรีก็มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวยุโรปให้เข้ามาแช่น้ำร้อนในสระว่ายน้ำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไอซ์แลนด์มากขึ้น โดยอ้างถึงกฎระเบียบที่คลุมเครือของสหภาพยุโรปที่กำหนดว่า การที่สระว่ายน้ำจะได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม “สปา” ได้ ก็ต่อเมื่อมีผ้าเช็ดตัวให้บริการฟรีเท่านั้น ฯลฯ แต่ไม่ว่านโยบายที่เขาพูดถึงจะได้ทำจริงหรือเป็นเพียงมุกตลก ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป เพราะในช่วงท้ายของการหาเสียง ยอน นาร์ยังได้ให้คำสัญญาสุดท้ายไว้กับชาวเมืองเรคยาวิก เป็นคำสัญญาที่ทั้งจริงใจและเจ็บแสบในเวลาเดียวกัน นั่นคือ “สัญญาว่าจะไม่ทำตามสัญญา”

Reykjavik4.jpg
© facebook.com/bestiflokkurinn

                                                              ล้อเล่นจนได้เรื่อง
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่ายคือ Best Party คว้าชัยชนะจากการเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 34.7 เปอร์เซ็นต์ นำหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาไปอย่างฉิวเฉียดที่ 33.6 เปอร์เซ็นต์  Best Party มีที่นั่งในสภาเทศบาลเมืองเรคยาวิก 6 จากทั้งหมด 15 ที่นั่ง ไม่กี่วันต่อมา ยอน นาร์ ในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองเรคยาวิก จึงได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคสังคมนิยม Social Democrats เพื่อเริ่มต้นบริหารเมือง ศาสตราจารย์กุนนาร์ เฮนกิ คริสตินส์สัน (Gunnar Helgi Kristinsson) ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์เห็นว่า เหตุผลหนึ่งที่ ยอน นาร์ ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนั้น ก็เพราะว่าหลังจากการพังทลายของเศรษฐกิจ ประชาชนต่างก็รู้สึกเบื่อหน่ายและสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง และแม้ว่าจะไม่มีใครรู้จักพื้นเพด้านการเมืองของยอนเลย แต่สำหรับประชาชนจำนวนมาก นี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าลองเสี่ยง

และแล้วยอนก็ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้หลายนโยบายที่เคยเสนอไว้ถูกตัดออก แน่นอนว่าชาวเรคยาวิกหลายคนรู้สึกไม่พอใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับความจริง “ผมต้องขึ้นราคาทุกอย่างที่จะขึ้นได้ ค่าบริการต่างๆ ไม่มีผ้าเช็ดตัวฟรี จริงๆ คือเราขึ้นค่าบริการเป็น 2 เท่าด้วยซ้ำ” ยอนเล่าย้อนถึงช่วงเวลาระหว่างดำรงตำแหน่งของเขา จำนวนนักเรียนที่ลดลงทำให้ต้องตัดสินใจควบรวมกิจการโรงเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่าย เจ้าหน้าที่ภาครัฐจำนวนมากต้องถูกเลิกจ้าง “มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่ทุกคนก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ”

แต่หากจะมีเหตุผลใดที่ชาวเรคยาวิกรู้สึกชื่นชมยอน นาร์ เหตุผลนั้นก็คงจะเป็นความตรงไปตรงมาและจริงใจของเขา ในเดือนธันวาคม 2010 เขารายงานงบประมาณของเทศบาลเมืองด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม พร้อมกับแสดงความขอโทษที่จำเป็นต้องตัดงบประมาณของเมืองลงอีกต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การปราศัยของเขาก็ยังเปี่ยมด้วยความหวังและการให้กำลังใจ “Best Party เป็นพรรคแบบไหน ผมเองก็ไม่รู้จริงๆ พวกเราไม่ใช่พรรคการเมืองที่สมบูรณ์ พวกเราเป็นเหมือนองค์กรที่ช่วยเหลือตนเอง (Self-help Organization) มากกว่า เราพยายามที่จะทำแต่ละวันให้ดี และจะไม่ทำเกินขอบเขตของเรา…เราจะไม่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ แต่เราจะทำสิ่งที่เราต้องทำ…เรามีประเทศที่ยอดเยี่ยมและยังมีโอกาสมากมายที่รออยู่ข้างหน้า เรายังมีกันและกัน เรายังหัวเราะและเล่นมุกตลกด้วยกันได้ ทุกอย่างเรียบร้อยดี และทุกคนจะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยกัน”

Reykjavik5.jpg
© flickr.com/photos/arripay

                                                                      เมืองเล็กๆ สุขล้นๆ
แม้จะได้รับผล กระทบจากวิกฤติการเงินอย่างจัง แต่ไอซ์แลนด์กลับหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น ปัจจุบันไอซ์แลนด์ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่ที่สุดของโลก เนื่องจากมีอัตราการจ้างงานสูง รายได้ดี และมีความมั่นคงในการทำงาน นอกจากนี้ประชากรยังได้รับการศึกษา ระบบสุขภาพ และความพึงพอใจในชีวิตสูง โดยนิตยสารฟอร์บส์วิเคราะห์ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจและสังคม ไอซ์แลนด์ฟื้นฟูและกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ในยุโรป คือความเข้มงวดในการลงโทษนายธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจ แทนที่จะปล่อยให้หนีไปอย่างลอยนวลโดยไม่ต้องรับผิดชอบเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ เช่นสหรัฐฯ ที่ให้ประกันตัวนายธนาคาร

มากไปกว่านั้น การมีเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง มีความผูกพันแน่นแฟ้น และพร้อมจะช่วยเหลือกันเสมอ ยังทำให้ระดับความสุขของพวกเขาแทบไม่ลดลงเลย เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติ ผลการสำรวจของ Gallup World Poll ในปี 2013 – 2015 พบว่าไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีผู้ตอบแบบสำรวจว่าตนเองมีคนที่พึ่งพาและไว้วางใจได้ในยามทุกข์ยากสูงที่สุด คือ 95 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ อยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น “แม้ว่าชาวไอซ์แลนด์จำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณอาศัยในประเทศที่อยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ ก็คือ คุณมีทุกคนที่คุณรู้จักอยู่ใกล้ๆ ใครที่ตกงานหรือต้องเจอกับโชคร้ายจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว โอกาสที่จะรู้สึกว่าเหินห่างจากสังคมก็จะต่ำกว่าเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ” คาร์ล บลอนดอล (Karl Blondal) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชาวไอซ์แลนด์อธิบาย นอกจากนี้ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ไอซ์แลนด์ยังเป็นประเทศที่ระดับความสุขของคนในชาติใกล้เคียงกัน (Equality of Happiness) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนเรามีความสุขมากกว่าการอยู่ในสังคมที่มี ความเหลื่อมล้ำสูง เช่นในแถบตะวันออกกลางและละตินอเมริกาอีกด้วย

Reykjavik6.jpg
© flickr.com/photos/8058853@N06

                                                                ตลกได้ จริงจังเป็น  
ผลงานสำคัญของสภาเมืองในยุคของยอน นาร์ คือการกอบกู้บริษัทพลังงาน Reykjavík Energy ซึ่งเมืองเรคยาวิกถือหุ้นในบริษัทอยู่ถึง 94 เปอร์เซ็นต์ สถานะทางเงินของบริษัทขณะนั้นอยู่ในจุดที่ย่ำแย่ ทั้งๆ ที่ไอซ์แลนด์มีทรัพยากรพลังงานล้นเหลือและมีความต้องการในตลาดพลังงานมาก แต่เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างขยายกิจการและมีการกู้ยืมเงินจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หนี้ก้อนใหญ่จึงสูงขึ้นเกือบเท่าตัวภายในเวลาข้ามคืน  โดย Reykjavík Energy มีหนี้สินสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นเกือบสี่เท่าของงบประมาณรายปีของเมือง นอกจากนี้ หนี้จำนวน 1.7 พันล้านยังอยู่ในรูปของเงินกู้เงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเพราะในขณะนั้น เงินโครนาอยู่ในภาวะผันผวนขึ้นลงตลอดเวลา

สภาเมืองพยายามกอบกู้สถานการณ์โดยให้เงินกู้จำนวน 114 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมอบหมายให้ฮารัลเดอร์ โฟลซี ทริกก์วาสัน (Haraldur Flosi Tryggvason) หนึ่งในคณะกรรมการไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ของ Reykjavík Energy ที่มีพื้นฐานด้านธุรกิจ เข้ามาเป็นผู้บริหารของคณะทำงาน “เราพยายามจะเลือกคนทำงานตามประสบการณ์และความรู้ความสามารถ มากกว่าเรื่องของพวกพ้องทางการเมือง” ยอนให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Reykjavik Grapevine พวกเขาปลดพนักงานออกมากกว่า 60 อัตราในเดือนตุลาคม 2010 และขึ้นราคาไฟฟ้าและพลังงานความร้อนถึง 27 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงสามเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าถ้าหากไม่ใช่สภาเมืองในยุคของคนนอกวงการอย่างยอน นาร์ จะมีใครยอมเสี่ยงทำในสิ่งที่อาจได้รับความนิยมจากประชาชนน้อยลงเช่นนี้หรือไม่ “นักการเมืองส่วนใหญ่มีหลายอย่างที่อาจจะต้องเสียไปจากการตัดสินใจบางอย่าง แต่ผมไม่แคร์ ผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องได้รับเลือกอีกในสมัยหน้า” เขากล่าว

Reykjavik7.jpg
                                                            © flickr.com/photos/8058853@N06           /        © flickr.com/photos/maitreyoda

ศาสตราจารย์กุนนาร์ เฮนกิ คริสตินส์สัน วิเคราะห์ว่า ในฐานะนายกเทศมนตรีมือใหม่ การที่ยอนไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการทำงานรายวันของเทศบาลเมืองมากนักนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญก็จะมีพื้นที่ในการทำงาน ในขณะที่เขาให้ความสนใจในเรื่องที่เขาเรียกว่า ‘ปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern Issues)’ เช่น เส้นทางจักรยาน พื้นที่สาธารณะ และการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับโอกาสในสังคมมากเป็นพิเศษ โดยหนึ่งในภาพการทำงานของเขาที่ติดตรึงใจคนส่วนใหญ่มากที่สุด คือการที่เขามาปรากฏตัวในขบวนพาเหรดของกลุ่มคนรักร่วมเพศ (Pride Parade) ในปี 2010 ในชุดกระโปรง พร้อมกับเล่นมุกว่า “วันนี้ยอนคงจะมาร่วมงานตามที่สัญญาวันนี้ไว้ไม่ได้ นี่แหละคือสิ่งที่พวกเราได้จากการเลือกตัวตลกเข้ามาเป็นนายกฯ”

แน่นอนว่ามีทั้งชาวเรคยาวิกที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วยกับการที่อำนาจในการบริหารตกอยู่ในมือของอดีตนักแสดงตลก แต่ Best Party ก็ได้เปิดมุมมองใหม่ให้วงการการเมืองในไอซ์แลนด์อย่างมาก รูปแบบการทำงานที่เปิดรับการร่วมมือจากหลายฝ่ายทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์และยอมรับได้เมื่อสภาเมืองจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยาก มีการริเริ่มโครงการทดลองที่น่าสนใจเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยโดยตรง เช่น การร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Citizens Foundation เพื่อเปิดเว็บไซต์ Better Reykjavik เป็นช่องทางให้ประชาชนเข้ามาเสนอนโยบายและโหวตให้คะแนนเพื่อจัดลำดับความสำคัญว่างบประมาณของเมืองควรจะแบ่งไปใช้ในโครงการใดก่อน “สิ่งสำคัญที่สุดของ Best Party คือการแสดงให้เห็นว่าประชาชนทั่วไปสามารถที่จะควบคุมการเมืองได้โดยที่ไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นตามมา” ยอนกล่าว

หลังครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2013 แม้ว่าผลโพลจะชี้ว่า Best Party จะได้รับชัยชนะอีกครั้งแน่นอนหากลงสมัครเลือกตั้งต่อในสมัยหน้า แต่ยอนประกาศยุบพรรคและเดินออกจากวงการการเมือง แม้จะบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อ “ถ้าผมลงสมัครเลือกตั้งต่ออีกครั้ง ผมก็จะกลายเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ใช่ ผมเป็นนักแสดงตลก เป็นศิลปินมาตลอดชีวิตของผม”

อย่างน้อยๆ ที่สุด นายกเทศมนตรีคนนี้ก็ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า หลายครั้งการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวไปในทางที่ดีขึ้น ไม่เพียงต้องอาศัยความพยายามอย่างจริงจัง แต่ยังต้องเติมความสนุก อารมณ์ขัน และความจริงใจลงไปด้วย

ควันหลงจากบทความครั้งแรก

Published / by admin

ขอบคุณสยามกีฬาที่กรุณาให้เกียรติผมลงบทความ “เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระ” ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามว่าจะไปรอดได้กี่น้ำ ดีหรือไม่ดีอยู่ที่ผู้อ่านเท่านั้น เราก็จะเช็ค Rating ตลอด คราวที่แล้ว ผมเปิด Blog ใน http://gotoknow.org/blog/chiraacademy มีคุณสุดา นันทวิทยา เขียนเมื่อ 17 กรกฎาคม 2551 เวลา 01.34 ว่า

ขอบคุณสยามกีฬาที่กรุณาให้เกียรติผมลงบทความ “เรียนรู้จากกีฬา กับ ดร.จีระ” ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามว่าจะไปรอดได้กี่น้ำ ดีหรือไม่ดีอยู่ที่ผู้อ่านเท่านั้น เราก็จะเช็ค Rating ตลอด คราวที่แล้ว ผมเปิด Blog ใน http://gotoknow.org/blog/chiraacademy มีคุณสุดา นันทวิทยา เขียนเมื่อ 17 กรกฎาคม 2551 เวลา 01.34 ว่า คอลัมน์ใหม่ “เรียนรู้จากกีฬากับดร.จีระ” ในสยามกีฬา นับเป็นมิติใหม่สำหรับวงการกีฬาที่ทำให้นึกถึงข้อความในเพลงกราวกีฬาที่ว่า”กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ..ทำคนให้เป็นคน อาจารย์จับคู่ได้ยอดเยี่ยมมากระหว่าง กีฬาและคน อาจจะมองได้ว่า กีฬาสามารถสร้างคนให้เป็นคน หรือกลับกัน คนที่เป็นคนสามารถสร้างให้เป็นนักกีฬาได้ จึงอยากให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของกีฬาว่าสามารถสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่ดีได้ และสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จก็จะต้องสร้างเด็กและเยาวชนนั้นให้เป็นคนที่ดีก่อน

สุดท้ายที่เป็นห่วงคือกระแสสังคมผิดทางที่พยายามสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นนักกีฬาด้วยมุ่งหวังว่าถ้าประสบความสำเร็จแล้วจะสามารถทำรายได้มหาศาล ขอให้อาจารย์ถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างคนและกีฬาต่อไป น่าสนใจมาก

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า กีฬา กับการพัฒนา คน “เป็นเรื่องใหญ่ ผมจะต้องให้กีฬา สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ดีของประเทศไทยให้ได้ โดยเฉพาะคุณสุดา จะเน้นสร้างให้เยาวชนเป็นคนดี” วิธีการของผม “outreach” คือสื่อไปถึงคนจำนวนมาก ขอบคุณ คุณระวิ ที่ส่งต่อไป (outreach) ยังผู้อ่านอีกจำนวนมาก ทั้งอยู่นอกวงการแคบ ๆ ของผม ผมเห็นด้วยกับคุณสุดาว่า สื่อก็ต้องเน้นกีฬาสร้าง สุขภาพจิต , สุขภาพกาย สร้างเยาวชนที่เป็นคนดี อย่าเน้นเฉพาะเรื่องรายได้มหาศาลเท่านั้น ควรจะให้เกิดความสมดุลในชีวิต มีชีวิตที่มีความสุขและยั่งยืน

การเรียนหนังสือในต่างประเทศ เขาจะเน้นมากเรื่องการออกกำลังกายคู่กับการเรยีน อย่างในโรงเรียนประจำอังกฤษ บ่าย 2 โมง เลิกเรียนแล้ว นักเรียนส่วนมากจะเล่นกีฬา โรงเรียนวชิราวุธของไทย ก็ลักษณะเดียวกัน จะเห็นว่านักเรียนเก่าออกมาก็จะรักสามัคคีกัน เทพศิรินทร์ สวนกุหลาบ ก็เช่นกัน นักเรียนส่วนมากจะมีชีวิตที่สมดุล กีฬาจะเป็นปัจจัยสำคัญของการใช้ชีวิตในโรงเรียนพอ ๆ กับการเรียน นอกจากนี้ ผมเห็นว่าเรื่องการสวดมนต์ และการเรียนศีลธรรม ก็มีความสำคัญ

ปัจจุบันการเล่นกีฬาของเด็กเทพศิรินทร์ และสวนกุหลาบ ก็ค่อย ๆ หายไป เด็กรุ่นใหม่จะบ้าสอบเข้า บ้าเรียนพิเศษมากเกินไป นักกีฬาก็เล่นแต่กีฬาอย่างเดียว ผมเขียนจริง ๆ เช้าวันอาทิตย์ กว่าจะจัดทุกอย่างสำเร็จ ก็ส่งโรงพิมพ์ช่วงบ่าย ๆ วันจันทร์ ดังนั้น ความสดครั้งแรกของข้อมูลก็แค่วันอาทิตย์เช้าเท่านั้น ต้องขออภัยด้วย ผมชอบการวิเคราะห์ข้อมูลสดกว่านี้ แต่ยังทำไม่ได้

จากการเปิดตัวบทความ ผมพูดผิดไปถึงตัวผมว่าสนใจกีฬา ควรจะพูดว่าเป็นนักกีฬาด้วย และสนใจกีฬาทีหลัง จริงแล้ว ผมประสบความสำเร็จในกีฬาประเภทเดียวก็คือ ฟุตบอล อาจจะได้เลือดมาจากพ่อ คือ นายสุนทร หงส์ลดารมภ์ แต่เล่นกีฬาทุกชนิด และสำคัญที่สุดก็คือ ได้มาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ผมเล่นฟุตบอลตัวจริงทุกรุ่น ผมเรียน 8 ปี เล่นตัวจริงทุกรุ่น แต่จบ 8 ปีแล้ว ไม่ได้อยู่เมืองไทยเลยไปเล่นให้ทีมตัวจริงที่มหาวิทยาลัย Victoria University 3 ปีซ้อน และระหว่างนั้นก็ได้รับเลือกเป็นตัวจริงของทีมระดับภาคคล้าย ๆ ภาคเหนือ ภาคใต้ ของนิวซีแลนด์ กีฬาอื่น ๆ เล่นได้แต่ไม่เข้าท่าเท่าฟุตบอล เช่น กอล์ฟ และเทนนิส แต่ชอบดูและชอบวิเคราะห์ ปัจจุบันที่ทำมาก ๆ ก็คือ Jogging เป็นประจำทุก ๆ วัน ออกกำลังกายประจำก็สุขภาพค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

บทเรียนเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังวันนี้ คือ เรื่องคนที่ตัดสินใจออกกำลังกาย ได้สำเร็จ คือ มีวินัยพอ และหาเวลาให้พอ แต่มีคนรุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่ออกกำลังกายอีกเป็นจำนวนมาก มักจะพูดว่าไม่มีเวลา ผมอยากเรียนให้ทราบว่าในหมู่บ้านที่ผมอยู่ปัจจุบัน ผมมีอิทธิพลต่อลูกบ้านกว่า 10 คน ที่หันมาออกกำลังกายคล้ายผม โดยผมเป็นตัวอย่าง เห็นผมทำอยู่ทุก ๆ วัน ผมเป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบวิ่งบนเครื่องวิ่งในบ้าน และไม่ชอบขับรถไปออกกำลังกายแบบเพื่อนผมแถว โปโลคลับ

ตอนเช้า ๆ ซึ่งมีก๊วนที่ผมรู้จัก เช่น พี่โกร่ง (วีระพงษ์ รามางกูล) พี่ JJ (จุลจิต บุณยเกตุ) หรือ คุณมนู อรดีดลเชษฐ์ ซึ่งออกกำลังทุก ๆ เช้าที่โปโลคลับ พี่ JJ เป็นรุ่นพี่ผมที่เทพศิรินทร์ เขาเดิน และ Jogging ทุก ๆ เช้าที่โปโลคลับ เขาถึงทำงานสำเร็จ เพราะเขามีพลังร่างกายแข็งแรง ทำงานได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย อาทิตย์ที่สองผมขอต่อจากอาทิตย์แรก ก็คือ เรื่อง Tiger ผมสรุปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า เขาเก่งเพราะ

– Focus ได้ดี

– Work hard / Play hard

แต่ในหนังสือที่ผมพูดถึง ปัจจัยที่สามที่ทำให้ Tiger ประสบความสำเร็จ ก็คือ การมีชีวิตที่สมดุล ซึ่งเรียกว่า Balance Life ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนไทยเดินสายกลาง คือ อย่าทำอะไรที่มากเกินหรือ น้อยเกินความพอดี เช่น เก่งเรื่องมุ่งมั่นความเป็นเลิศไม่พอ ต้องมีชีวิตที่พอดีและมีสุขที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ เรื่องความสุขในการทำงาน ก็จำเป็นเหลือเกิน เพราะเมื่อวันใดเริ่มล้า แปลว่าผมทำงานไม่สำเร็จ ก็ต้องพักผ่อนให้พอ อย่าทำเพราะจำเป็นต้องทำ ชีวิตของคนเรา ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เห็นภาพว่า Tiger เน้นชีวิตที่สมดุล4 เรื่อง สมดุลทางด้านร่างกาย (Physical Balance) ผู้เขียนเน้นว่า Tiger จะมีทั้ง Stress + Rest = Adaptation แปลว่าการปรับตัวที่เหมาะสม คือ เล่น Goft ต้องหนัก อาจจะเครียดบ้าง แต่ต้องพักผ่อนให้พอเพียง ถึงจะเกิดพลังในการเล่นให้สำเร็จ

ที่สำคัญ คือ Tiger มี Spiritual balance แปลเป็นไทยยากมาก แต่อาจจะหมายถึง จิตใจ และจิตวิญญาณ ที่พอดี และสมดุล ซึ่งฝรั่งอาจจะมีน้อยกว่าคนเอเชีย Spiritual เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีความสำคัญสูง

อันที่สามคือ Competitive Balance คือการแข่งขัน ก็คือ ความสมดุลของชีวิต มีคู่แข่งที่เก่ง ทำให้เรามีความสามารถเป็นเลิศ ไม่กลัวการแข่งขัน ชอบการแข่งขัน
สุดท้ายก็คือ Emotional Balance แปลว่าการควบคุมอารมณ์ เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับนักกีฬาที่เป็นอัจฉริยะอย่าง Tiger

ผมแอบดูผลงานย้อนหลังของผม พบว่ามีที่ผมเขียนถึง Tiger ในบทความอื่นหรือไม่ ปรากฏว่าในวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ผมได้เขียนถึง Tiger ในบทความของผมในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ช่วงที่ Tiger ชนะ US Open Grand Slam ผมอดชื่นชมเขาไม่ได้ เพราะขนาดหัวเข่าเจ็บ คุณ Tiger ก็ยังชนะ โดยช่วงนั้น ยังไม่เคยอ่านหนังสือของคุณ Kearns ที่ผมนำมาวิเคราะห์ในบทความนั้น ผมวิเคราะห์ Tiger ในแนวของผมเอง 4 เรื่อง

head ใช้สติปัญญาในการแก้วิกฤติ

Heart จิตใจนิ่ง

Guts สำคัญมากในการแก้ปัญหาและอดทนอดกลั้น

Execution คือทำให้สำเร็จ

พอมาเขียนบทความเรื่อTiger ในสยามกีฬา จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ของผมกับคุณ Kearns มีอะไรน่าสนใจคล้าย ๆ กัน บทเรียนของ Tiger ก็คือ กีฬา ไม่ใช่ดูเฉยๆ เท่านั้น ควรจะวิเคราะห์ด้วย เพราะชีวิตประจำวันของคนไทยก็เหมือนเล่นกีฬาทุกวัน ต้องเอาตัวให้รอดในสถานการณ์ที่อันตราย และมีความเสี่ยงตลอดเวลา จำเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันเรามีคู่แข่ง เช่น เงินเฟ้อ ราคาน้ำมันขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง การแข่งขันกับจีนและอินเดีย การไม่ใฝ่รู้จะนำสู่ความไม่ทันโลก ต้องนำเอาศักยภาพของ Tiger บางอย่างมาใช้บ้าง คนไทยก็อาจจะอยู่รอดปลอดภัยในการดำรงชีวิตและการทำงาน กีฬาจะเป็นบทเรียนทีดีสำหรับชีวิต